วันพุธที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2560

ความสำคัญของตัวแทนพระอาจารย์

แนวคิดพระอาจารย์ช่วยชี้เส้นทางมันก็ไม่ผิดนะ เราก็เดินตามพระโอวาทของพระอาจารย์กันทุกคนนี่แหละ

แต่เราไม่ควรลืมว่า ใครที่เป็นตัวแทนพระอาจารย์มาชี้แนะเรา และที่ชี้แนะได้นั้น ไม่ใช่สักแต่ว่าชี้ไปตามเรื่องตามราว แต่ได้เพราะความพากเพียรเรียนรู้และฝึกฝนจนเข้าใจเป็นอย่างดี ดำเนินไปตามพระจริยพิธีที่ดีงาม มีกุศลจิตควบคู่ไปด้วย การปฏิบัติก็จะเพียบพร้อมด้วยแนวคิดและการกระทำที่ดีงามเหมาะสมเพียงพอ จึงจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นมา ไม่ใช่ใครจะตั้งเองก็ได้

ตามที่ได้ยินมาในชั้นไตรรัตน์ นักบรรยายทุกท่านจะเน้นย้ำเสมอถึง3ท่านที่เราไม่ควรลืม คือ ผู้แนะนำ ผู้รับรอง และตัวแทนพระอาจารย์ ที่ต้องไม่ลืมเพราะอะไร เพราะหนึ่งต้องการให้มีจิตสำนึกคุณ สองให้รู้ฝึกฝนปฏิบัติตามปฏิปทาของท่าน จึงจะสามารถพัฒนาตนตามแนวทางที่เหมาะสมได้ ส่วนที่ว่าจะถูกสอบถาม ณ.ด่านตรีเทพพิทักษ์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เราต้องจดจำ

ที่ลงมาเป็นเพียงการทบทวนความรู้ความเข้าใจ หากมีสิ่งใดบกพร่องขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์เมตตาประทานอภัย ขอผู้อาวุโสและอาจารย์ทุกท่านโปรดชี้แนะ

วันอังคารที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทบทวนแนวทางปฏิบัติ

หากเราอาศัยหลักการ เอามือซ้ายหุ้มมือขวา เอาความไม่เคยชินห่อหุ้มความเคยชิน เอากุศลห่อหุ้มอกุศล นับแต่เกิดจนตาย ก็เป็นการรักษาปณิธานพัฒนาตนได้อย่างหนึ่ง

ยิ่งใช้หลักการเข้าออกหนึ่งประตู หลีกเร้นหน้าต่างทั้ง6 ไม่หลงตามอายตนะทั้ง6 ความสงบสำรวมก็เพิ่มพูน เจอยั่วยุไม่แกว่งไกวไม่หวั่นไหว เจอยั่วยวนย่อมไม่หลงไหล ไม่ไขว่คว้า ยึดถือ(อันนี้น่าจะยังต้องฝึกอีกเยอะ)

หากเน้นไปในทางวิถีเคารพสิ่งที่ควรบูชา ทั้งองค์ธรรม รวมถึงเทพเทวา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นแบบอย่างอันดีงามในโลกนี้ จนถึงพระบรรพจารย์ผู้ชี้แนะหนทางนี้ แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติ ย่อมเป็นแนวทางที่ทรงคุณค่ามิอาจประเมิน

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทวนไตรรัตน์ขัดใจเพื่อน

เพราะเป็นเพื่อนถึงขัดใจ
นำพาไปให้ถึงแหล่งกุศล
คิดวิเคราะห์ช่วยเพื่อนพ้นทุกข์ทน
พ้นเวียนวนในวัฏฏะชั่วนิรันดร์
วิถีหกคือแหล่งอกุศล
ให้เวียนวนไปชั่วกัปป์ชั่วกัลป์หนอ
เพียงอ่านเห็นไม่พึงใจไม่รีรอ
รีบตัดพ้อไม่เกรงใจใครสักคน
จงแยกห่างจากภูมิวิถีหก
ให้หยิบยกประตูกลางสร้างกุศล
จะได้พ้นวนเวียนกันทุกคน
ไม่ดั้นด้นวนไปไร้ปณิธาน

ที่จริงเพิ่งด้นสดในเฟสบุ้ค ตัดต่อเรียบเรียงเอง แต่กลัวว่าจะค้นไม่เจอเลยต้องเอามาลงใส่บล๊อกอีกที

วันพุธที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2560

คุณสมบัติผู้บำเพ็ญธรรม

ได้ความเมตตาจากอาจารย์ เรื่องการฝึกตน ด้านอุปนิสัยให้ลดการส่อเสียดนินทา การต่อว่าต่อขาน การบ่นกระปอดกระแปด และอื่นๆอีกนิดหน่อย โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าอาจารย์และรวมถึงยามอยู่ลับหลังอาจารย์

โดยส่วนตัวก็เห็นด้วยกับอาจารย์อยู่หลายส่วน โดยเฉพาะในส่วนที่อาจารย์ท่านเน้นย้ำ เรื่องสถานภาพของผู้บำเพ็ญธรรม ผู้เผยแพร่วิถีธรรมที่ว่า หากผู้บำเพ็ญมิอาจทำตนเป็นแบบอย่างที่ดีได้ ใครจะเห็นดีด้วยได้

ดังนั้นไม่ว่าในสถานที่ส่วนตัวหรือในสถานที่ส่วนรวม โดยเฉพาะในโซเชี่ยลมีเดีย อย่าง เฟสบุ้คหรือไลน์ สิ่งที่ควรทำคือ ฝึกฝนอริยภาพภายใน ให้สามารถแสดงสู่ภายนอกได้โดยไม่ฝืนขัด ทำใจให้ใสชัด ไม่ผิดต่อวิถีธรรม ที่ให้ลดละอาสวกิเลส เช่น โลภะ โทสะ และโมหะ ลดการส่อเสียด นินทาว่าร้าย ลงไปเรื่อยๆ จึงจะสามารถดำรงสถานภาพของผู้บำเพ็ญธรรมให้ปรากฎสู่สายตาคนรอบข้างได้ดียิ่งขึ้น

แปรธงชะตาเป็นธงแห่งกุศล

วันนี้ได้รับความเมตตาจากท่านอาจารย์ประจำพุทธสถานสว่างเมตตา เล่าให้ฟังเกี่ยวกับ การตั้งปณิธานทานเจตลอดชีวิต

การทานเจตลอดชีวิตถ้าฟังดูเผินๆก็อาจจะมองได้ว่า โคตรยาก ใครจะไปทำได้ แต่ถ้าศึกษารายละเอียดของการถือศีลกินเจมาบ้างก็คงจะรู้สึกง่ายขึ้น ถามว่าทำไมถึงรู้สึกว่าง่ายขึ้น ง่ายขึ้นเพราะว่าเราเข้าใจการถือศีลกินเจ ว่าเรากินไปตามธรรมชาติ ไม่ได้ฝืนกินไปตามกระแส อีกอย่างเรากินเพื่อสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เรากินเพื่อสร้างกุศลเจตนา เพื่อชดเชยให้เจ้ากรรมนายเวร ทำให้ผลเวรผลกรรมที่เคยก่อเบาลง ลดละการก่อเวรกรรมใหม่ลงไปอีก ผลที่ได้จากกรรมที่กำหนดเราก็ย่อมลดลงไปตามลำดับ

มีเรื่องเล่ากันมาว่า คนตั้งปณิธานทานเจตลอดชีวิต จะสามารถเปลี่ยนผันชะตาชีวิต จากคนที่มีธงดวงชะตาทั้ง5สี มีความเจ็บป่วยและตายตามธาตุทั้ง5อันได้แก่ ดิน น้ำ ไม้ ไฟ และทอง กลายเป็นธงแห่งบุญกุศลหรือธงสีเหลือง

ซึ่งการตั้งปณิธานทานเจนี้ จะต้องมีความมุ่งมั่นฝึกฝนมาระยะหนึ่งแล้ว และมั่นใจเพียงพอว่า จะไม่มีการหวนกลับไปทานเนื้อสัตว์และผักให้โทษกับร่างกายทั้ง5ชนิดอีก และความมุ่งมั่นนี้ก็ขึ้นกับความเข้าใจในการใช้ชีวิตในวิถีคนทานเจ ที่ส่งผลให้มีสุขภาพกายและใจที่สมบูรณ์ปราศจากโรคภัยเบียดเบียน จึงเป็นที่มาของธงแห่งบุญกุศลที่จะได้รับเมื่อตั้งปณิธานทานเจตลอดชีวิต และพ้นจากผลของธงแห่งชะตาชีวิตทั้ง5สี

วันจันทร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2560

ทบทวนไตรรัตน์แห่งวิถีอนุตรธรรม

ลองย้อนอ่านไตรรัตน์ของอนุตรธรรม ที่อนันตพุฒเขียน เข้าใจว่า มีขั้นตอนการนำเสนออยู่ชัดเจนพอสมควร เริ่มจาก

1.การแสดงความยินดีต่อผู้รับวิถีธรรม คือ ยินดีที่เขาได้เข้าสู่วิถีแห่งการปฏิบัติบำเพ็ญ สาเหตุที่ต้องยินดีก็มีหลายอย่าง เช่น กว่าจะรู้กว่าจะได้เข้าใจ หลายท่านก็อาจต้องผ่านประสบการณ์ชีวิตที่หลากหลายทั้งสุขและทุกข์ปะปน บางคนผ่านมาแล้วยังไม่รู้ไม่เข้าใจก็มีเยอะ ก็ยังหลงในสุขและทุกข์นั้นๆต่อไปตามแต่ความจำเป็นของแต่ละคน คนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจบางท่านก็ยังยึดติดอยู่ บางท่านที่เริ่มเอะใจก็จะพยายามเสาะแสวงหาผู้รู้ผู้เข้าใจเพื่อสอบถาม บางท่านก็หาไม่เจอ กว่าจะเจอบางทีทั้งชาติก็หาไม่พบ ก็เสียเวลาไปอีก การที่ได้พบผู้รู้ผู้เข้าใจคอยชี้แนะจึงเป็นเหตุหนึ่งที่น่าแสดงความยินดี การได้รับวิถีธรรมมีพระวิสุทธิอาจารย์คอยชี้แนะจึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี

2.เมื่อแสดงความยินดีไปแล้ว สิ่งถัดมาคือ ที่ว่าพระวิสุทธิอาจารย์คอยชี้แนะคืออะไร เบื้องต้น ในขณะรับวิถีธรรม สิ่งที่ตัวแทนพระวิสุทธิอาจารย์ทำให้เรา ก็จะมีสามสิ่ง คือ หนึ่งถ่ายทอดลัญจกรนำพระบัญญัติพิธีช่วยตั้งปณิธานในการบำเพ็ญสร้างกุศล สองเบิกจุดญาณทวาร และสามคือการถ่ายทอดสัจจคาถาเป็นทิศทางที่จะพัฒนาตน

3.ในส่วนนี้จะลงรายละเอียดเกี่ยวกับสามสิ่งที่ว่ามาทีละหัวข้อ

4.คือย้ำความสำคัญของสิ่งที่ต้องระลึกถึงเสมอในยามปฏิบัติบำเพ็ญ

ก็หวังว่าคงเข้าใจไม่ผิดนะ